เอเตียน โซเสท์

ผมตื่นเต้นมากเมื่อรู้ว่าจะได้ไปเจอหนึ่งในโปรดิวเซอร์ในดวงใจ ผมหลงใหลความพลิ้ว ความสง่างามของโซเสท์มานาน ก่อนเดินทางก็ทำการบ้านและเตรียมตัวด้วยการรื้อหนังสือมาอ่าน,ทบทวนโน๊ตที่เคยเขียนไว้และ(อะแฮ่ม)ถือโอกาสเปิดโซเสท์ที่เก็บไว้มาดื่มทบทวนความจำ หลายคนอาจทราบว่าไวน์ขาวที่มีชื่อเสียงที่สุด,รสชาติซับซ้อนที่สุดคือไวน์ขาวของเบอร์กันดี หมู่บ้านที่ทำไวน์ขาวที่โด่งดังที่สุดในเบอร์กันดีคือปูลิญญี-มงฮราเชท์ และโปรดิวเซอร์ที่ผมชอบที่สุดในปูลิญญี-มงฮราเชท์คือเอเตียน โซเสท์ สิ่งที่ทำให้ปูลิญญี-มงฮราเชท์แตกต่างจากไวน์ขาวอื่นๆคือคุณภาพ,ความชัดเจนของกลิ่นช่อดอกไม้ ซึ่งกลิ่นนี้จะชัดกว่าไวน์จากเมอร์โซท์หรือชาสซาน อีกอย่างคือกระดูกสันหลังของปูลิญญีที่แน่น เต็มไปด้วยแร่ธาตุ และสามารถสัมผัสได้ทุกคำ ซึ่งไวน์จากโซเซท์เป็นตัวแทนของปูลิญญีที่สมบูรณ์แบบ แยกย่อยปูลิญญี-มงฮราเชท์ พื้นที่การเพาะปลูกแบ่งเป็นของ วิลลาจไวน์ 111 เฮกทาร์,เพรอมิเยร์ ครู 97 และกรองครู 21เฮกทาร์ กรองครูทั้งสี่ที่มาจากหมู่บ้านนี้ไม่ว่าจะเป็นเลอ มงฮราเชท์,บาตาร์ต-มงฮราเชท์(สองเขตแรกมีทั้งในปูลิญญีและชาสซาน),เบียงเวอนูส์-บาตาร์ต-มงฮราเชท์และเชอวาลิเยร์-มงฮราเชท์(สองเขตหลังมีในหมู่บ้านปูลิญญีเท่านั้น)ต่างเป็นที่ใฝ่ฝันของคนรักไวน์ที่จะได้ชิมซักครั้งในชีวิต ต้นองุ่นที่อายุมากที่สุดของโปรดิวเซอร์นี้คือเบียงเวอนูส์-บาตาร์ต-มงฮราเชท์ ซึ่งมีอายุราว 80 ปี ต้นองุ่นอายุมากดีกับรสชาติของไวน์อย่างไรเคยเขียนไว้ในบทความก่อนหน้านี้แล้ว ขอไม่เขียนซ้ำนะครับ เกร็ดเล็กๆที่น่าสนใจอย่างนึง เซลลาร์ในปูลิญญีมักจะอยู่บนดิน ไม่ได้อยู่ใต้ดินเหมือนหมู่บ้านอื่นๆในเบอร์กันดี สาเหตุคือปูลิญยีมีน้ำใต้ดินอยู่ไม่ลึกมาก จึงขุดสร้างเซลลาร์ไม่ได้ ถ้ามีโอกาสไปทัวร์เบอร์กันดีลองสังเกตตรงนี้ดูครับ                 ประวัติ ที่นี่ลูกเขยเป็นใหญ่ครับ สำคัญยังไงมาดูกัน เอเตียน โซเสท์เริ่มทำไร่ไวน์ขนาดเล็กแค่ 3 เฮกทาร์ แล้วขยับขยายมาเรื่อยรวมถึงการซื้อที่ในกรองครูบาตาร์ต-มงฮราเชท์กับเบียงเวอนูส์-บาตาร์ต-มงฮราเชท์ในปี 1950 โคเลทท์ลูกสาวคนเดียวของเอเตียนมีลูกสามคน…

กิจกรรม

โพสต์นี้รวบรวมกิจกรรมบางส่วนที่เราเคยจัดครับ An Evening with Jean-Charles le Bault de la Morinière of Domaine Bonneau du Martray at Siam Kempinski Burgundy Class Ontrade Burgundy Roundtable Ontrade Champagne Roundtable La Tour d’Argent at Le Normandie wine dinner Le Beaulieu restaurant private Burgundy dinner Celebrating Burgundy as UNESCO World Heritage Site with Eurocave Article in Chulalongkorn MBA Alumni Magazine Classical Rhone…

โดเมนฌาคส์ กาฮิลยง

โดเมนฌาคส์ กาฮิลยง เสร็จจากชิมไวน์ที่เอเตียนโซเซ่เรามีเวลาทานอาหารเที่ยงก่อนไปเจอกับฌาคส์ ขับไปจอดกลางหมู่บ้านลงจากรถก็เจอโอลิวีเยร์ เลอเฟลฟยืนคุยกับแขกกลุ่มหนึ่งอยู่ เดินสำรวจรอบรอบสรุปได้ว่ามีสองตัวเลือก จะกินหรูที่โรงแรมเลอมองฮราเช หรือกินง่ายๆ เราเลือกกินง่ายๆที่เลอเปอลุนเยย์ อาหารพอได้แต่มีติเรื่องไวน์ น่าจะเลือกได้ดีกว่านี้ครับ อ้อติดกันเป็นคาเฟบวกร้านไวน์ไว้ฆ่าเวลาได้ครับ ประวัติ โดเมนหลุยส์ กาฮิลยงถือเป็นหนึ่งในสามทหารเสือของปูลิญญี-มองฮราเช(อีกสองคือโดเมนเลอเฟลฟกับโซเซ่) ในสามโปรดิวเซอร์นี้กาฮิลยงดังน้อยที่สุด ส่วนหนึ่งมาจากบุคลิกของครอบครัวนี้ที่ขรึม พูดน้อยและไม่ค่อยออกสื่อ อีกส่วนหนึ่งคือมีกรองครูแค่ตัวเดียวเท่านั้น ไม่เหมือนเลอเฟลฟกับโซเซ่ที่มีไวน์กรองครูมากมาย เสียเรื่อง”ว๊าวแฟคเตอร์”ไป อย่างไรก็ตามโดเมนกาฮิลยงก็มีจุดแข็งที่ทำให้เขาดังเงียบดังนานและมีแฟนเบอร์กันดีติดตามทั่วโลกนั่นคือคุณภาพที่คงเส้นคงวาในทุกๆวินเทจ โดเมนหลุยส์ กาฮิลยงต้องปิดตัวลงในปี2010 เมื่อลูกชายสองคนของหลุยส์ตัดสินใจแยกตัวออกมาทำเอง กลายเป็นมีสองกาฮิลยงให้เลือกคือฟรองซัวส์กับฌาคส์ เลือกใครดี? คำถามที่ผมถามตัวเองและถูกถามบ่อยคือเลือกใครดี ฟรองซัวส์หรือฌาคส์ คำตอบแบบสั้นๆคือไวน์ดีทั้งคู่แต่คนละสไตล์ ปูลิญญี-มองฮราเชของฟรองซัวน์จะเปิดเผยกว่า ผลไม้เด่น ปูลิญญี-มองฮราเชของฌาคส์จะออกคลาสสิก โปร่งกว่า เป็นปูลิญญี-มองฮราเชแบบเดียวกับพ่อเขา ก่อนที่จะแยกตัวออกมาฌาคส์เป็นมือสองรองจากคุณพ่อดูแลโดเมนหลุยส์ กาฮิลยงอยู่ถึงสามสิบกว่าปี เนื่องจากผมชอบไวน์ของหลุยส์และต้องการความต่อเนื่อง ผมเลือกฌาคส์ครับ บอกนิดนึงออฟฟิศของสองพี่น้องอยู่ติดกัน สามารถชิมของทั้งคู่เพื่อเปรียบเทียบได้เลยครับ นีล มาร์ตินที่เบิร์กฮาวด์ต้องระวัง การเปลี่ยนแปลงในไวน์แอดโวเคต วารสารวิจารณ์ไวน์อันดับหนึ่งของโลกที่ให้นีล มาร์ตินดูแลเบอร์กันดี(นอกเหนือจากบอร์กโดซ์ที่ดูแลอยู่ก่อนแล้ว) ทำให้ปิดจุดอ่อนที่เคยมีด้านนี้ไป เท่าที่ลองติดตามดูนีลรายงานได้ดี ข้อมูลเชิงลึกแน่น เบิร์กฮาวด์ซึ่งหลายคนใช้เป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงสำคัญของไวน์เบอร์กันดีจะโดนกระทบหรือไม่ น่าติดตามครับ นีลเขียนถึงโดเมนฌาคส์ กาฮิลยงดังนี้ “ ไวน์ของฌาคส์…

โดเมนอองรี กูชส์

โดเมนอองรี กูชส์ Mis en bouteille au domaineแปลว่า ไวน์ถูกบรรจุขวดที่โดเมน เราเห็นประโยคนี้บ่อยๆบนฉลากไวน์ มันมีที่มาที่ไปอย่างไร? มีความสำคัญตรงไหน? ก่อนหน้านี้ตลาดถูกครอบงำโดยพ่อค้าคนกลาง(เนโกชิอง)ที่รับซื้อผลผลิตทั้งหมดแล้วนำไปผสม,บรรจุขวดและจัดจำหน่าย ฟังดูแล้วก็สะดวกดีโปรดิวเซอร์ดูแลเฉพาะไร่องุ่นเท่านั้นไม่ต้องทำอย่างอื่น ปัญหาคือวิธีนี้โปรดิวเซอร์คุณภาพถูกมองข้ามและถูกกดราคา นุยส์ซางจอร์จขวดนั้นมาจากไร่ไหนบ้างก็ไม่มีใครรู้อยู่แล้ว เนโกชิองจึงไม่เห็นความสำคัญของโปรดิวเซอร์คุณภาพ แย่ไปกว่านั้นคือบางเจ้ามีการแอบผสมไวน์ถูกถูกจากที่อื่นเข้าไปด้วย การปฏิวัติคุณภาพ ในปี1920กลุ่มโปรดิวเซอร์คุณภาพนำโดยอองรี กูชส์และมาร์กกีดองแจร์วิล(จากโวลเนย์)ได้ทำสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน นั่นคือการบรรจุขวดเอง โดเมนอองรี กูชส์เป็นโปรดิวเซอร์แรกของนุยส์ซางจอร์จที่กล้าทำอย่างนั้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภคได้ไวน์ตรงตามที่จ่ายไปและโปรดิวเซอร์คุณภาพได้รับการยอมรับมากขึ้น ไร่ของโดเมนอองรี กูชส์ส่วนใหญ่อยู่ทางใต้ของนุยส์ซางจอร์จซึ่งไวน์จะเข้มข้นกว่า,มีมัดกล้ามและเหมาะกับการเก็บเข้าเซลลาร์ ในอดีตโดเมนอองรี กูชส์ขึ้นชื่อเรื่องไวน์ที่เก็บได้นานและต้องรอนานถึงจะพร้อม ในบางกรณีต้องเก็บกันเป็นสิบปี ปัจจุบันการลงทุนในเซลลาร์ ทำให้นุยส์ซางจอร์จของโดเมนกูชส์พร้อมดื่มเร็วขึ้นและยังรักษาความสามารถในการเก็บได้นานไว้เหมือนเดิม ปรัชญาของโดเมนอองรี กูชส์ ปรัชญาการทำไวน์ของโดเมนอองรี กูชส์คือ”ไฟน์ไวน์ถูกบ่มตั้งแต่ตอนที่มันยังอยู่บนต้นองุ่น” เพราะฉะนั้นในขั้นตอนการทำไวน์ในเซลลาร์มีการแทรกแซงน้อยที่สุดและไม่มีการปรุงแต่งใดๆในนุยส์ซางจอร์จของพวกเขาเลย ยกตัวอย่างไม่มีการเติมแอสิดในวินเทจ2003 ไม่มีการเติมแทนนินในวินเทจ2004 ข้อดีคือเราจะได้ดื่มนุยส์ซางจอร์จที่มีบุคลิกของแต่ละวินเทจ ก้านองุ่นจะถูกเอาออกก่อนการบ่ม ก้านองุ่นเป็นส่วนที่มีแทนนินเยอะการเอาก้านออกทำให้ไวน์นุ่มขึ้นและพร้อมดืมเร็ว   โดเมนออรี กูชจ์ นุยส์ซางจอร์จวิลลาจ จะมีกลิ่นสดชื่นของเบอร์รี่ดำสุก น้ำไวน์บอดี้ปานกลาง กลมและนุ่มมี    แทนนินเสริมอยู่ด้านหลัง โดเมนอองรี กูชส์ นุยส์ซางจอร์จเพอรเมียร์ครู โคลส์เดปอร์เฮซางจอร์จ โมโนโปล กลิ่นซับซ้อนของเบอร์รี่แดง, เบอร์รี่ดำ,พลัมและกลิ่นดิน…

โดเมนฟรองซัวส์ ฮาเวอโน

โดเมนฟรองซัวส์ ฮาเวอโน ผมเบื่อการขับรถไปชาบลี ไปกลับสี่ชั่วโมงกว่าเทียบกับหมู่บ้านอึ่นในทริปซึ่งไม่เกินสี่สิบห้านาทีหรือน้อยกว่านั้นก็ถึงแล้ว ขับเสร็จก็เหนื่อยไม่มีอารมณ์ทำอย่างอื่น เหตุผลเดียวที่ทำให้การเดินทางไกลคุ้มค่าคือสุดยอดโปรดิวเซอร์ที่นัดไว้โดเมนฟรองซัว ฮาเวอโน เราถึงชาบลีก่อนเวลา มีโอกาสเดินดูเมืองและทานอาหารเที่ยงก่อนที่ร้านเลอบิสโทเดส์กรองครู เราเลือกนั่งในสวนเหมาะกับอากาศเย็นนิดนิด             เริ่มด้วยสลัดที่ไม่ค่อยอร่อย แต่จานถัดมากู้สถานการณ์ไว้ได้ แซลมอนกรอบนอกนุ่มในราดด้วยซอสเนยหอมมัน มีความเค็มของริซอตโต้มาตัด อร่อยครับ เราสั่งชาบลีขวดเล็กของโดเมนโมโฮมาดื่มด้วย           ก่อนเจอตัวจริงมาดูประวัติเขากันนิดนึงครับ โดเมนฮาเวอโนก่อตั้งในปี1948 ท่ามกลางสถานการณ์ย่ำแย่ เศรษฐกิจบอบช้ำจากสงครามโลก,ปัญหาแมลงฟิลลอกชีราและการแข่งขันจากไวน์ราคาถูก ฟรองซัวส์ใช้โอกาสนี้สะสมผืนดินแตร์ฮัวร์ชั้นเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นเลย์โคลส์กรองครู,บลองโชท์กรองครูเป็นต้น ปัจจุบันรุ่นลูกหลานคือแบร์กนาร์,ฌอง-มารีและอิสซาเบลรับช่วงต่อ โดยทั่วไปแล้วชั้นดินในชาบลีประกอบด้วยดินเหนียวและหินปูนผสมกัน บริเวณที่มีสัดส่วนดินเหนียวสูงมักจะให้ชาบลีที่ผลไม้เด่น นุ่ม และเข้มข้นกว่า ส่วนบริเวณที่มีสัดส่วนหินปูนสูงชาบลีก็ออกแร่ธาตุ คมและพริ้ว ทำเลที่ตั้งที่อยู่ทางตอนเหนือทำให้ชาบลีมีความเสี่ยงจากน้ำค้างแข็งตัวซึ่งสามารถทำลายผลองุ่นทั้งวินเทจได้ จะเห็นว่าน้ำค้างแข็งคือหายนะของโปรดิวเซอร์ การป้องกันสามารถทำได้หลายวิธี -ใช้ความเย็นสู้ความเย็น โดยใช้สเปรย์พ่นละอองน้ำเลี้ยงไว้ ซึ่งจะกลายเป็นน้ำแข็งและเคลือบต้นองุ่น ต้นไวน์จะเริ่มเสียหายเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า-5องศา วิธีนี้ถึงมีน้ำแข็งแต่อุณหภูมิยังสูงกว่าจุดอันตราย -ใช้ไฟสู้ความเย็น โดยการจุดไฟเป็นจุดๆกระจายทั่วบริเวณ ความร้อนจากเปลวไฟทำหน้าที่เหมือนฮีทเตอร์ ป้องกันความเสียหายจากน้ำค้างแข็งตัว -การเดินความร้อนผ่านสายไฟ สามารถทำได้โดยการติดตั้งสายไฟทั่วไร่และส่งความร้อนผ่านสายไฟนั้น แต่ละวิธีมีทั้งข้อดีข้อเสียด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่าย,ประสิทธิภาพ.ผลข้างเคียงต่อสิ่งแวดล้อมฯลฯ แต่ยังไงก็ดีกว่าปล่อยให้เสียหายโดยไม่ป้องกัน…

โดเมนโจเซพ โฮตี

โดเมนโจเซพ โฮตี ก่อนถึงวันนัดผมกังวลเล็กน้อย ครอบครัวโฮตีนอกจากดังเรื่องไวน์แล้วยังเป็นที่รู้จักในเรื่องไม่รับแขกด้วย ไคลฟ์ โคตส์เขียนเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า “ครอบครัวนี้ไม่ว่าจะเป็นโจเซพ,มาดามและลูกชาย ฟีลิบกับปิแอร์-ฌองไม่ไว้ใจคนนอกและไม่ชอบคนแปลกหน้า ไม่ไว้ใจเจ้าหน้าที่รัฐ เขาไม่สุงสิงกับเพื่อนบ้าน ไม่ร่วมกิจกรรมของหมู่บ้าน และไม่ต้อนรับนักวิจารณ์ไวน์เกือบทั้งหมดรวมถึงผมด้วย” ฟังเหมือนเก็บตัวและไม่เป็นมิตรสักเท่าไหร่ แล้วเราจะถูกโยนออกมาไหมเนี่ย ปรากฎว่าตัวจริงกับที่อ่านมาคนละเรื่องกันเลย พราทิเชียภรรยาของฟีลิปต้อนรับเราด้วยขนมอบหนึ่งจาน ปกติทั่วทั่วไปก็ทักทายกันนิดหน่อยแล้วก็ชิมไวน์กันเลย แต่พราทิเชียต้อนรับเราอย่างอบอุ่นและทำให้รู้สึกผ่อนคลาย อีกอย่างคือหน้าตาเขาดูใจดี รูบร่างออกไปทางเจ้าเนื้อทั้งบ้าน แก้มอมชมพู ดูยังไงก็ไม่โยนเราออกมาแน่นอน ผมเรื่มรู้สึกดี เล่าประวัตินิดนึง ตระกูลโฮตีเริ่มทำไวน์ในเจิฟเฟร่-ชองแบร์กตาในยุคพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่ ปัจจุบันเป็นรุ่นสิบเอ็ดแล้ว มีไม่กี่ครอบครัวที่พูดได้ว่าตัวเองทำไวน์บนดินผืนเดิมมามากกว่าสามร้อยปี จุดเด่นอย่างนึงก็คืออายุของต้นองุ่น ที่นี่ต้นองุ่นเก่าแก่ ขนาดไวน์บูร์กอนน์ธรรมดายังมาจากต้นองุ่นอายุกว่าหกสิบปี ไม่ต้องพูดถึงกรองครูที่มาจากต้นองุ่นอายุกว่าร้อยปี คำถามคือต้นองุ่นเก่าดีอย่างไร ทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญ? -รากของต้นองุ่นเก่าจะชอนไชลึกลงไปในดินชั้นล่างซึ่งมีสารอาหารและแร่ธาตุหลากหลาย -คุณภาพผลองุ่นคงที่กว่า เมื่อเจอฝนหนักรากที่อยู่ลึกจะไม่กระทบมากนักเพราะดินชั้นบนจะดูดซับนำ้ไว้ ถ้าได้รับนำ้มากเกินผลคือองุ่นจะจืด กลับกันตอนแล้งรากที่อยู่ลึกจะสามารถดูดความชื้นที่มีในดินชั้นล่างได้ -ต้นองุ่นเก่าให้จำนวนผลองุ่นต่อพวงต่ำกว่า ซึ่งทำให้มีความเข้มข้นของรสชาติมากกว่า นักวิจารณ์ไวน์เขียนถึงโดเมนโฮตีดังนื้ครับ โฮตืทุ่มเทมากกับมาร์กซานเนย์ ซึ่งทำให้เขาเป็นผู้นำด้านคุณภาพแบบทิ้งห่าง-เบิร์กฮาวด์ ไวน์เกรดวิลลาจของโฮตีรวมถึงมาร์กซานเนย์ ดีกว่าไวน์เพรอเมียร์ครูหลายๆที่ในโกตเดอนุยส์เสียอีก-อินเตอร์เนชั่นแนล ไวน์ เซลล่า สตีเฟน แทนเซอร์ ไวน์ของโฮตีมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รสชาติเต็ม เข้มข้น หอมมากและกลมกล่อมมาก เป็นไวน์ที่ชวนให้หลงไหล-ไคลฟ์ โคตส์…

การดีแคนท์ไวน์ขาวใหม่ๆ

การดีแคนท์ไวน์ขาวใหม่ๆ ปกติเราดีแคนท์ไวน์เพื่อวัตถุประสงค์สองอย่าง หนึ่งเพื่อแยกตะกอนออกจากน้ำไวน์ ไวน์แดงบางประเภทเช่นบอร์กโดจะมีตะกอนเมื่อมีอายุระดับหนึ่ง การที่น้ำไวน์ถูกเทแยกไปในดีแคนเตอร์ช่วยให้เราสามารถดื่มได้จนแก้วสุดท้ายโดยไม่มีตะกอนมากวนใจ วัตถุประสงค์ที่สองของการดีแคนท์คือเพื่อให้ไวน์เปิด ไวน์อายุน้อยๆบางประเภทเมื่อดื่มกลับพบว่าไม่มีรสและกลิ่นอย่างที่มันควรจะเป็น หรือที่เรียกว่าไวน์มันปิด การทำให้ไวน์สัมผัสอากาศผ่านการเทใส่ดีแคนเตอร์ซึ่งมีพื้นที่ผิวกว้าง ช่วยให้ไวน์มีกลิ่นรสมากขึ้น หรือที่เรียกว่าไวน์เปิด สิ่งที่บางคนไม่ทราบคือนอกจากไวน์แดงหนุ่มๆแล้ว ไวน์ขาวอายุน้อยบางชนิดก็ได้ประโยชน์จากการดีแคนท์โดยเฉพาะไวน์ขาวที่ปกติต้องเก็บนานถึงจะพร้อมเช่นเบอร์กันดีขาว ยกตัวอย่างเช่นเรามีเมอร์โซ เพรอะเมียร์ครูอายุสองปี มีเหตุให้ต้องดื่มเลยไม่สามารถรอได้ ลองชิมแล้วไวน์มันปิด กรณีนี้การดีแคนท์อาจช่วยได้ วินเทจเชมแปญอายุน้อยก็เช่นกัน เราสามารถดีแคนท์เพื่อช่วยในด้านกลิ่นรสให้เปิดมากขึ้น ข้อเสียคือฟองจะหายไปพอสมควรหลังการดีแคนท์ ได้อย่างเสียอย่างครับ จากที่ผมสังเกตุถึงแม้ว่าไวน์ขาวอายุน้อยจะได้ประโยชน์จากการถูกดีแคนท์ แต่ก้มีบ้างที่ดีแคนท์แล้วก็ไม่ช่วยเท่าไหร่ ถ้าเป็นไปได้รอให้พร้อมตามธรรมชาติครับ ใช้เวลาหน่อยแต่เราจะได้รสชาติของไวน์อย่างเต็มที่ กล่าวโดยสรุป ถ้ารอได้ ควรรอให้ไวน์ถึงอายุพร้อมดื่มด้วยตัวมันเอง เวลาเป็นเพื่อนของไฟน์ไวน์ ถ้ามีเหตุให้ต้องเปิด ชิมก่อน ดูว่าไวน์ปิดหรือไม่ บางโปรดิวเซอร์ทำไวน์แบบพร้อมดื่มเร็ว ถ้าไวน์เปิดกลิ่นรสมาครบการดีแคนท์ก็ไม่จำเป็น ถ้าไวน์ปิด ลองดีแคนท์เพื่อให้กลิ่นรสเปิดมากขึ้น อย่างไรก็ตามมีโอกาสที่ดีแคนท์แล้วก็ไม่ช่วยเท่าไหร่ ยินดีพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการครับ : )

ท่องไว้โปรดิวเซอร์,โปรดิวเซอร์,โปรดิวเซอร์

ถ้าต้องเลือกว่าปัจจัยอะไรสำคัญที่สุดในการเลือกไวน์ แนะนำให้ดูว่าไวน์ขวดนั้นใครเป็นคนทำ หลายท่านอาจจะทักท้วงว่าแล้วอย่างอื่นไม่สำคัญเหรอ วินเทจล่ะ,เขตที่ผลิตและอื่นๆ สำคัญครับแต่เหตุผลที่ให้น้ำหนักโปรดิวเซอร์มากที่สุดมีดังนี้ -กลิ่นและรส ไวน์เป็นของเข้าปาก เพราะฉะนั้นรสชาติเป็นเรื่องใหญ่ อย่าคิดว่าขอให้มาจากเขตนี้นี้นี้ หยิบมาสักขวดเหอะ ไม่น่าหนีกันเท่าไหร่ ความจริงคือไวน์จากเขตเดียวกัน ปีเดียวกัน แต่โปรดิวเซอร์สองรายอาจจะทำรสชาติแตกต่างไปคนละแนว ยกตัวอย่างGevrey-Chambertinจะมีทั้งแบบค่อนข้างเข้ม ออกหวานฉ่ำโอ้กเยอะ ไปจนถึง เบาพริ้วไม่หวานมาก มิเนอรัลเยอะถ้าเราดูแต่เขตอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงสไตล์ของโปรดิวเซอร์ก็มีโอกาสผิดหวังได้ -วินเทจ แน่นอนว่าปีที่ดีย่อมให้องุ่นที่สมบูรณ์กว่า เมื่อมีวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมก็มีโอกาสที่จะทำไวน์คุณภาพสูงกว่าปีอื่น วินเทจชั้นเยี่ยมอย่างเช่น 2010,2009,2005ล้วนแต่เป็นที่สนใจของคนรักไวน์ แต่ไม่ว่าจะปีไหนโปรดิวเซอร์ก็ยังจะทำไวน์ในแนวทางของตัวเองออกมา อีกเหตุผลหนึ่งคือช่องว่างคุณภาพระหว่างวินเทจดีกับวินเทจปกติลดลงมาก เนื่องจากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่ ยิ่งโปรดิวเซอร์ที่เน้นคุณภาพจะเห็นจุดนี้ค่อนข้างชัด ความเห็นส่วนตัวหลายหลายครั้งผมประทับใจกับไวน์จากปีที่งั้นงั้น ไวน์พวกนี้จะมีเสน่ห์ไปอีกแบบ,เข้าถึงง่ายและพร้อมดื่มเร็วโดยเฉพาะจากโปรดิวเซอร์ที่รู้จักและเชื่อมือ -ระดับของไวน์ บางท่านเข้าใจว่าขอให้เป็นGrand Cruซื้อได้เลย ควรจะอร่อยหมด คำถามคือ จริงหรือ? ขอยกตัวอย่างที่เห็นชัดคือClos Vougeot Grand Cruซึ่งเล็กกว่าบางชาโตในบอร์กโดอีก มีผู้ถือครองที่ดินอยู่80รายซึ่งคุณภาพก็หลากหลาย มีตั้งแต่สุดยอดจนถึงอยากขอเงินคืน และเหตุผลนี้ก็ใช้ได้กับไวน์ทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นVillage,Premier Cru หรือGrand Cruจะมีทั้งโปรดิวเซอร์ขั้นเทพและโปรดิวเซอร์มือไม่ถึง ซึ่งท่านควรพุ่งเป้าไปที่กลุ่มแรกและหลีกเลี่ยงกลุ่มหลัง ที่น่าสนใจคือไวน์ระดับกลาง/ล่างของโปรดิวเซอร์ชั้นดีสามารถชกข้ามรุ่นเทียบกับไวน์เกรดสูงกว่าได้ ตัวอย่างเช่นบูกอนณ์ บลองของแอเตียน โซเซสามารถประกบกับปูลิญยี่-มงฮราเชวิลลาจของโปรดิวเซอร์ธรรมดาได้อย่างไม่ขัดเขินนัก ท่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นเทคนิกการซื้อไวน์อย่างชาญฉลาดและคุ้มค่าเงิน โดยการเน้นที่โปรดิวเซอร์คุณภาพทำไวน์ในสไตล์ที่ชอบแล้วไม่จำเป็นต้องซื้อไวน์ตัวสูงสุด ลองตัวรองรองลงมาก็จะได้ไวน์ดีคุ้มค่าเงินครับ…

สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่าน ผมชอบไวน์,ชอบกิน,ชอบการเดินทาง บล็อกนี้จะเป็นเรื่องไวน์ซะส่วนใหญ่ แต่ก็จะมีเรื่องอาหารและท่องเที่ยวด้วย ยินดีน้อมรับข้อเสนอแนะ ถ้ามีคำถามหรืออยากใด้ข้อมูลด้านไหนแจ้งมาได้เลยครับ ออกตัวไว้ก่อนว่าไม่ได้รู้ทุกอย่างแต่ยินดีจะแชร์สิ่งที่ตัวเองรู้ครับ เพื่อความสะดวกท่านสามารถรับข่าวสารส่งไปยังอินบ๊อกซ์โดยอัตโนมัติ  กรุณากรอกอีเมลในช่อง Subscriptionครับ ขอบคุณครับ วิศาล

ออกเสียงไวน์ฝรั่งเศสอย่างถูกต้อง

เคยมั้ยไม่แน่ใจว่าชื่อนี้ออกเสียงยังไง? Gevrey-Chambertin, St Aubin ฯลฯ ออกเสียงไวน์ฝรั่งเศสอย่างถูกต้อง 240เขต เรียงจากเอถึงแซ่ด ลองดูครับ : )   ออกเสียงไวน์ฝรั่งเศสอย่างถูกต้อง